วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรู้สึกที่มีต่อคุณครูที่รัก



               เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านนอกสมัยอยู่ ชั้น ป.6 มีคุณครูประจำชั้น คือ คุณครูพรนภา แซ่อึ้ง คุณครูมักจะสอนเสมอว่า ให้เป็นคนดีของพ่อแม่และสังคม มีความซื่อสัตย์ ใช้ความขยันหมั่นเพียรและความอดทนในการร่ำเรียนหนังสือ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กและนำมาใช้ติดตัวตลอดการเรียนจนเรียนจบในระดับปริญญา คำสอนของคุณครูในสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านการเรียนหรือด้านกิจกรรม ด้านการเรียน ผมเรียนจบทางด้านกายภาพบำบัดบัณฑิต ซึ่งพร้อมที่จะออกไปรับใช้สังคมตามคำสอนของคุณครู ทุกครั้งที่มีปัญหาด้านการเรียนไม่ว่าจะเรียนชั้นไหนหรือปีไหน คุณครูจะเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดสำหรับผมอยู่เสมอ คุณครูจะคอยให้กำลังใจและถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบอยู่เป็นนิจ ด้านกิจกรรม คุณครูเป็นตัวอย่างให้กับผมในเรื่องของความเป็นผู้นำ กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ได้เห็นคุณครูวันนั้นส่งผลให้ผมกล้าที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย ปี 2553 และกล้าที่จะนำพานิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดของประเทศไทยเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับนิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดในระดับเอเชียเป็นปีแรก คุณครูจะสอนเสมอว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีให้ทำให้เต็มที่
                ครั้นหวนนึกถึงเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งตัวป๋อมแป๋มมอมแมม ก็คงไม่มีใครคิดว่าในปัจจุบันจะกล้าคิดกล้าทำและทำได้ประสบผลสำเร็จถึงเพียงนี้ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูเบื้องหลังจริงๆแล้วจะพบว่า ความสำเร็จที่ได้มาเพราะมีคุณครูที่รักยิ่งเป็นแบบอย่างให้ได้เจริญรอยตามจนสำเร็จผลนั่นเอง



กภ.กิจชนะ   แก้วแก่น
นักศึกษากายภาพบำบัดระดับปริญญาโท
คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
21 สิงหาคม 2554

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วิจัย สนกท. : การศึกษาความพึงพอใจของนิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดต่อการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย

นศก.กิจชนะ   แก้วแก่น
นักศึกษากายภาพบำบัดชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
และนายกสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย ปี 2553
ultranawin@hotmail.com

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดต่อการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย

ผู้เข้าร่วมการวิจัย : นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดทั้ง 15 สถาบัน

วิธีการวิจัย : นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดชั้นปีที่ 1 2 และ 3 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 362 คน จะได้รับการสอบถามความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การบริหารงานของสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย ปี 2553 ที่จัดทำขึ้น มีประธาน สนกท.ประจำสถาบันแต่ละสถาบันรับผิดชอบเก็บแบบสอบถามในสถาบันตนเองเพื่อนำกรอกข้อมูลในโปรแกรมที่กำหนด แล้วส่งกลับมาให้ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ผล : ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนาใช้การแจกแจงความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) ตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย โดยใช้การแจกแจงความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารงานในแต่ละด้านจำแนกตาม ได้แก่ ชั้นปีที่กำลังศึกษา และการเข้าร่วมงานกายภาพบำบัดสัมพันธ์ โดยใช้สถิติไควสแควร์ ตอนที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลข้อเสนอแนะจากคำถามปลายเปิดโดยการจัดทำหมวดหมู่ข้อมูล (Categorizations) และนับจำนวน (Counting) ของคำตอบในแต่ละหมวดหมู่

ผลการศึกษา : ความพึงพอใจของนิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดต่อการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารงานสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยด้านต่างๆ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และพบว่าความพึงพอใจในด้านต่างๆของการบริหารงานที่มีความสัมพันธ์กับการจำแนกตามการเข้าร่วมงานกายภาพบำบัดสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) คือ ด้านการพัฒนาการสื่อสารระหว่างสมาชิก ด้านการสร้างความสัมพันธ์สมาชิกระหว่างสถาบัน ด้านการส่งเสริมความร่วมมือจากสมาชิกในการพัฒนา สนกท. ด้านการพัฒนาเครือข่าย สนกท.ประจำสถาบัน ด้านการส่งเสริมความร่วมมือในการทำงานกับนิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดนานาชาติ และด้านการส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับนิสิตนักศึกษาสาขาอื่น

คำสำคัญ : สหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย การบริหารงาน ความพึงพอใจ

แหล่งทุน : สหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย


นายกิจชนะ นายกหพันธ์ฯ ปี 2553 ได้เข้าร่วม oral presentation งานวิจัยของ สนกท. ในงานการประชุมวิชาการกายภาพบำบัดแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชัน

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทัศนคติหลังฝึกงานคลินิกทางกายภาพบำบัด 3

 ทัศนคติหลังฝึกงานคลินิกทางกายภาพบำบัด 3



               การฝึกงาน คือ การเตรียมความพร้อมและการเตรียมตัวสำหรับการก้าวย่างเข้าไปสู่ชีวิตของการทำงานที่แท้จริง คำว่า "เหนื่อย" จึงเป็นเรื่องที่ common มากที่ได้พบเจอ แต่ทว่า คำๆเดียวนี้ได้สอนให้ตัวผมเองรู้จักคุณค่าของกาลเวลา เปรียบเสมือนสายธาราน้ำที่ไหลผ่านมาและไหลผ่านไป จึงต้องมีการจัดการกับชีวิตให้มีระบบและระเบียบซึ่งเป็นวินัยของตนเองสำหรับการเตรียมพร้อมไปสู่วันใหม่ๆต่อไป ทั้งนี้จะได้เพลากับความเหนื่อยของแต่ละวันโดยที่ไม่ต้องได้มาโทษคนเองในภายหลังว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก
               จากการฝึกงานที่ผ่านมาทำให้ได้รู้ซึ้งในรสชาดของวิชาชีพกายภาพบำบัดมากมาย เพราะเป็นวิชาชีพที่ต้องได้เข้าใกล้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากในการให้การรักษา
               รสชม : เปรียบได้กับช่วงแรกของการเข้าหาผู้ป่วย ที่ต้องทำหน้าพะอืดพะอมกล้าๆกลัวๆที่จะเดินเข้าไปให้การรักษา
               รสเปรี้ยว : คือความท้าทายในการวินิจฉัยโรคและวิเคราะห์วางแผนการรักษา ซึ่งยังรวมไปถึงกลเม็ดที่ต้องคิดออกมาในการที่จะทำให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษา
               รสเค็ม : คืดความเหนื่อยยากที่ต้องใช้พลังกายของตนเองมาช่วยรักษาผู้ป่วยจนหยาดเหงื่อไหลรินหลั่งออกมายิ่งกว่าสายฝน
               รสหวาน : คือความชุ่มฉ่ำชื่นใจและปลาบปลื้มปิติ เมื่อได้เห็นผู้ป่วยหายจากโรคและความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับด้วยหนึ่งสมองกับสองมือที่พ่อแม่มอบให้ผมมา จึงได้อธิษฐานไว้ว่า ผลบุญที่เกิดจากการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคทุกราย ขอยกให้กับเจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่ผม จักได้เป็นอานิสงค์ให้พ่อแม่ผมมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับผมและน้องไปนานๆ
               อย่างไรก็ตาม การเดินทางบนเส้นทางกายภาพบำบัดยังมีสิ่งที่ให้ผมได้ผจญภัยและเก็บเกี่ยวไขว่คว้าประสบการณ์ที่ลอยเหนืออยู่เบื้องหน้า เพื่อที่สักวันเมื่อปีกแห่งความรู้ของผมแข็งแกร่งแล้ว จะได้บินโผโลดแล่นไปสู้โลกของการทำงานที่แท้จริงด้วยความสง่างามและความภาคภูมิใจว่านี่แหละครับ คือ ทายาทวิชาชีพกายภาพบำบัด



21 กุมภาพันธ์ 2553

ทัศนคติก่อนฝึกงานคลินิกทางกายภาพบำบัด 3

               มีคนกล่าวว่า "...วิชาชีพแพทย์นั้นทำงานเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของมนุษย์ วิชาชีพกายภาพบำบัดไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเขา แต่เราทำงานเกี่ยวกับคุณภาพของชีวิตคน โรคบางอย่างหมออาจช่วยให้คนไข้รอดตายได้ แต่คุณภาพชีวิตหลังจากนั้นอยู่ในกำมือเรา ถ้าเราทำงานพลาดนั่นหมายถึงคนไข้จะต้องทนทุกข์ทรมานกับความผิดแกตินั้นไป..." จากข้อความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวิชาชีพกายภาพบำบัดต่อชีวิตของคน นับเป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีบทบาทเด่นในเรื่องของการพัฒนาชีวิตคนไข้ ไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่ห้อง ICU จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลไปอยู่บ้าน กายภาพบำบัดก็สามารถกระทำได้โดยบุคคลที่อยู่รายรอบตัวของคนไข้ ซึ่งผลจะยังให้คนไข้หายป่วยได้ไวขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น วิชาชีพกายภาพบำบัดได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนไข้ทั่วไประดับรากหญ้าจนกระทั่งถึงการรับใช้ระดับพระมหากษัตริย์ เป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ความคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อจัดสรรการรักษาที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไข้ เป็นวิชาชีพที่ต้องรู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อให้ได้ใจคนไข้อันจะเป็นประโยชน์ในกระบวนการรักษา เป็นวิชาชีพที่ละเอียดอ่อนละเมียดละไมในกระบวนการรักษา ให้มีตาได้แม้กระทั่งปลายนิ้วมือที่สัมผัสตัวคนไข้แล้วเห็นทะลุทะลวงถึงกระดูก เป็นวิชาชีพที่ต้องฝึกเป็นนักแสดงระดับโลกที่ต้องแปลงร่างได้ทันทีเป็นเทวดาหรือนางฟ้าเมื่อเจอกับเด็ก
               การฝึกงานครั้งนี้คงได้รู้กันว่าจะดุเดือดเผ็ดมันแค่ไหนที่จะงัดความรู้ตามลืบของสมองออกมาใช้กับคนไข้ของจริง....
        

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ซ่อมแซม คือใคร ใครคือ ซ่อมแซม


          เด็กหนุ่มบ้านนอกผู้หนึ่ง เติบโตมาท่ามกลางภูเขาและทุ่งนา อยู่บ้านหลังเล็กๆ ณ ตีนดอย มักคุ้นกับกลิ่นอายของกลิ่นโคนสาบควายเป็นอย่างดี มีโอกาสกว่าเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้านนิดหน่อยที่ได้เข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความทุกข์ยากของพ่อแม่คือแรงผลักดันที่สำคัญให้มีความมุ่งมานะต่อความรับผิดชอบในการเรียน อาศัยว่าเป็นเด็กที่มาจากชนบทโดยแท้จริง จึงอยากเป็น the star ในใจของมวลประชา อาจเป็น the star ที่ไม่ได้หน้าตาดีเลิศเลอเหมือน the star ในรายการโทรทัศน์ทั่วไป แต่เป็น the star เดินดิน ที่จะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับคนในชนบทตลอดไป ด้วยความมุ่งมั่นในปณิธานที่ว่า

" เป็นนักกายภาพบำบัดของปวงชน
เป็นคนที่เปี่ยมด้วยหลักแห่งจรรยาบรรณ
เป็นคนคิดงานวิจัยที่สร้างสรรค์
พร้อมเสียสละและแบ่งปันเพื่อมวลประชา..."